เมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต หนึ่งในคำถามที่ตามมาทันทีคือ “กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็น ของใคร” เพราะทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ที่ดิน รถ เงินฝาก เครื่องประดับ หรือ ของมีค่าต่าง ๆ จะไม่หายไปเฉย ๆ แต่จะกลายเป็น “ทรัพย์มรดก” และต้องถูกจัดสรรตามกฎหมาย มรดก ของไทย
บทความนี้จะพาไปเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ใครมีสิทธิรับ มรดก ก่อน ใครได้รับส่วนแบ่ง และ ควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหาในครอบครัว
กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ตามหลักกฎหมายมรดกไทย
เมื่อเสียชีวิต ทรัพย์สินจะกลายเป็น “มรดก” เมื่อบุคคลเสียชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และ หนี้สินบางอย่างของผู้ตายจะกลายเป็นกองมรดก โดยทรัพย์สินเหล่านี้จะต้องถูกจัดการตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าใครหยิบก่อนได้ก่อน แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำตามขั้นตอน
ทรัพย์สินที่มักถือเป็นมรดก เช่น
– บ้านและที่ดิน
– เงินฝากในธนาคาร
– รถยนต์
– หุ้นหรือเงินลงทุน
– เครื่องประดับ
– ทรัพย์สินทางธุรกิจ
– สิทธิเรียกร้องบางประเภท
– หนี้สินของผู้เสียชีวิตบางส่วน
ดังนั้น คำถามว่า กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร จึงต้องดูว่า ผู้เสียชีวิตมีพินัยกรรมหรือไม่ และมีทายาทโดยธรรมลำดับใดบ้าง
ถ้ามีพินัยกรรม ทรัพย์สินตกเป็นของใคร?
ถ้าผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินจะถูกแบ่งตามเจตนาที่ระบุไว้ในพินัยกรรมก่อน เช่น ยกบ้านให้ลูกคนโต ยกเงินฝากให้คู่สมรส หรือ ยกทรัพย์สินบางส่วนให้บุคคลอื่นพินัยกรรมจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้งหลังการเสียชีวิต เพราะทำให้เห็นชัดเจนว่าผู้ตายต้องการมอบทรัพย์สินให้ใคร อย่างไรก็ตาม พินัยกรรมต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาภายหลังได้
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีพินัยกรรมที่ถูกต้อง คำตอบของคำถามว่า กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ก็คือ “ตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมตามที่ผู้ตายระบุไว้”
ถ้าไม่มีพินัยกรรมทรัพย์สินตกเป็นของใคร?
ถ้าผู้เสียชีวิตไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ กฎหมายจะให้ทรัพย์สินตกแก่ “ทายาทโดยธรรม” โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 กำหนดทายาทโดยธรรมไว้ 6 ลำดับ
ลำดับทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ได้แก่
– ผู้สืบสันดาน เช่น ลูก หลาน เหลน
– บิดาและมารดา พ่อแม่ของผู้เสียชีวิต
– พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องที่มีทั้งพ่อและแม่คนเดียวกัน
– พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน พี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่
– ปู่ ย่า ตา ยาย
– ลุง ป้า น้า อา
ทั้งนี้ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน โดยมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ
หลักสำคัญคือ ทายาทลำดับใกล้กว่าจะมีสิทธิก่อนทายาทลำดับถัดไป เช่น ถ้าผู้ตายมีลูก ทายาทลำดับถัดไปอย่างพี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือ ลุงป้าน้าอา โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิรับมรดก ยกเว้นบางกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ
คู่สมรสมีสิทธิรับมรดกหรือไม่?
มีสิทธิครับ แต่ต้องเป็น คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงอยู่กินกันเฉย ๆ เพราะในทางกฎหมาย คู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดกต้องเป็นสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำนักงานกิจการยุติธรรมระบุว่า คู่สมรสตามกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม และ มีสิทธิตามบทบัญญัติพิเศษเรื่องส่วนแบ่งของคู่สมรส
ตัวอย่างเช่น
ถ้าผู้ตายมีคู่สมรสและลูก คู่สมรสจะได้รับส่วนแบ่งร่วมกับลูก
ถ้าผู้ตายไม่มีลูก แต่มีพ่อแม่ คู่สมรสก็ยังมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย
ถ้าผู้ตายไม่มีญาติในลำดับใกล้ชิด คู่สมรสอาจได้รับมรดกมากขึ้นตามหลักกฎหมาย
ดังนั้น ถ้าถามว่า กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ต้องไม่ลืมดูสถานะของคู่สมรสด้วย เพราะมีผลต่อการแบ่งมรดกโดยตรง
หนี้สินของผู้ตายตกถึงทายาทไหม?
หลายคนกังวลว่า ถ้ารับมรดกแล้วต้องรับหนี้ทั้งหมดของผู้ตายด้วยหรือไม่ โดยหลักทั่วไป หนี้สินของผู้ตายเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องจากกองมรดกได้ แต่ทายาทมักไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ
ตัวอย่างเช่น ถ้าทายาทได้รับมรดก 300,000 บาท แต่ผู้ตายมีหนี้ 1,000,000 บาท โดยหลักแล้วทายาทไม่ควรต้องควักเงินส่วนตัวเกินกว่ามูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ แต่กรณีจริงอาจมีรายละเอียดเอกสาร หนี้ค้ำประกัน หรือ ภาระผูกพันอื่น ๆ จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
เอกสารที่มักต้องใช้ในการจัดการมรดก
เมื่อมีผู้เสียชีวิตและต้องจัดการมรดก เอกสารที่มักเกี่ยวข้อง ได้แก่
– ใบมรณบัตร
– ทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิต
– บัตรประชาชนของทายาท
– ทะเบียนสมรส
– สูติบัตรหรือเอกสารแสดงความสัมพันธ์
– เอกสารสิทธิ์ที่ดิน
– สมุดบัญชีธนาคาร
– เอกสารทรัพย์สินอื่น ๆ
– พินัยกรรม ถ้ามี
ในบางกรณี อาจต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะกรณีมีทรัพย์สินที่ต้องโอนชื่อ เช่น ที่ดิน รถยนต์ หรือ บัญชีธนาคารบางประเภท
ทำไมควรจัดการเรื่องมรดกไว้ก่อนเสียชีวิต?
เรื่องมรดกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะเกี่ยวกับทั้งเงิน ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ และความรู้สึกของคนในครอบครัว ถ้าไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า อาจเกิดปัญหาทะเลาะกันภายหลังได้
การวางแผนมรดกช่วยให้
– ลดความขัดแย้งในครอบครัว
– ทำให้รู้ชัดว่าใครได้รับทรัพย์สินอะไร
– ลดปัญหาการตีความกฎหมาย
– ช่วยให้การจัดการทรัพย์สินหลังเสียชีวิตง่ายขึ้น
– ทำให้เจตนาของเจ้าของทรัพย์สินได้รับการเคารพ
โดยเฉพาะครอบครัวที่มีทรัพย์สินหลายรายการ มีธุรกิจ มีที่ดินหลายแปลง หรือมีครอบครัวซับซ้อน การทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าอาจช่วยลดปัญหาได้มาก
สรุปกฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร คำตอบขึ้นอยู่กับพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม
กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ต้องดูเป็น 2 กรณีหลัก
กรณีแรก ถ้าผู้เสียชีวิตมีพินัยกรรมที่ถูกต้อง ทรัพย์สินจะถูกแบ่งตามพินัยกรรมก่อน
กรณีที่สอง ถ้าไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์สินจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ ลูก พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา และ คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
เรื่องมรดกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และ ไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยหาทางแก้ เพราะตอนนั้นมักมีทั้งเอกสาร ความเศร้า และญาติหลายฝ่ายเข้ามาพร้อมกัน การทำความเข้าใจเรื่อง กฏหมายตายแล้วทรัพย์สินตกเป็นของใคร ตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยให้ครอบครัวจัดการทรัพย์สินได้ถูกต้อง สบายใจ และ ลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สินค้าต่างๆสำหรับงานฌาปนกิจ
ของชำร่วย กรอบรูปงานศพ หนังสือสวดมนต์ สมุดไว้อาลัย หนังสือที่ระลึก
ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

